คาดการเติบโตของเม็ดเงินสะพัดสู่ธุรกิจโรงแรมในปี 2558

ในปี 2558 นี้ การเติบโตทางเศรษฐกิจที่ชะลอตัวลงของรัสเซีย และยุโรป ซึ่งเป็นกลุ่มนักท่องเที่ยวหลักของประเทศไทย ส่งผลให้ธุรกิจโรงแรมที่มีสถานประกอบการกระจุกตัวอยู่ในพื้นที่ที่มีนักท่องเที่ยวรัสเซีย และยุโรปจำนวนมาก ได้แก่ พัทยา สุราษฎร์ธานี (เกาะสมุย เกาะพงัน และเกาะเต่า) และภูเก็ต อาจได้รับผลกระทบจากแนวโน้มการลดลงของนักท่องเที่ยวกลุ่มดังกล่าว อีกทั้งการเข้าสู่ตลาดของผู้ประกอบการธุรกิจโรงแรมจำนวนมาก รวมถึงทางเลือกในการใช้บริการที่พักที่หลากหลายขึ้น นำมาซึ่งการแข่งขันระหว่างผู้ประกอบการธุรกิจโรงแรมที่รุนแรงมากขึ้น และอาจนำมาสู่ภาวะการแข่งขันทางด้านราคา โดยเฉพาะอย่างยิ่ง โรงแรมระดับสามดาว ซึ่งมีความเสี่ยงในการเกิดภาวะการแข่งขันทางด้านราคาในระดับสูงกว่าโรงแรมในระดับสี่ดาวขึ้นไป

ในช่วงของการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนในปลายปี 2558 จะมีนักท่องเที่ยวและผู้เดินทางสัญชาติอาเซียนเดินทางท่องเที่ยวประเทศไทยเพิ่มสูงขึ้น รวมถึงยังเอื้ออำนวยให้การลงทุนธุรกิจโรงแรมโดยผู้ลงทุนจากประเทศสมาชิกอาเซียนเป็นไปได้สะดวกขึ้น ในขณะที่ ประเทศไทยยังคงเป็นเป้าหมายในการลงทุนธุรกิจโรงแรมที่สำคัญของภูมิภาค และสำหรับรายได้จากการเข้าพักจากนักท่องเที่ยวคนไทยในปี 2558 นั้น ก็พบว่า การประกาศใช้มาตรการให้บุคคลธรรมดาและนิติบุคคลสามารถนำรายจ่ายจากการท่องเที่ยวและสัมมนามาหักลดหย่อนภาษีได้ จะเป็นหนึ่งในตัวช่วยที่กระตุ้นตลาดธุรกิจโรงแรมในปี 2558 ได้

ธุรกิจโรงแรมในปี 2558 ประมาณ 513,000 – 527,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 7.1 – 10.0 จากปี 2557 โดยเป็นเม็ดเงินสะพัดสู่ธุรกิจโรงแรมจากนักท่องเที่ยวต่างชาติประมาณ 344,000 – 353,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 4.9 – 7.6 จากปี 2557 และเป็นเม็ดเงินสะพัดสู่ธุรกิจโรงแรมจากนักท่องเที่ยวคนไทยประมาณ 169,000 – 174,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 11.9 – 15.2 จากปี 2557 ทั้งนี้ การเติบโตของเม็ดเงินสะพัดสู่ธุรกิจโรงแรมในปี 2558 ดังกล่าว ส่วนหนึ่งยังเป็นผลมาจากการฟื้นตัวจากปี 2557 ที่เม็ดเงินสะพัดสู่ธุรกิจโรงแรมหดตัวลงร้อยละ 2.6 ซึ่งเป็นผลมาจากสถานการณ์ความไม่แน่นอนทางการเมือง และภาวะการชะลอตัวทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นในปีที่ผ่านมา ในปี 2558 ผู้ประกอบการธุรกิจโรงแรมต้องระมัดระวังความเสี่ยงจากการประกอบธุรกิจที่มีการพึ่งพาตลาดนักท่องเที่ยวต่างชาติประเทศใดประเทศหนึ่งมากเกินไป ที่อาจส่งผลกระทบต่อรายได้ของผู้ประกอบการในกรณีที่จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เป็นกลุ่มนักท่องเที่ยวหลักลดลง โดยผู้ประกอบการสามารถลดความเสี่ยงผ่านการขยายตลาดไปยังนักท่องเที่ยวและผู้เดินทางระหว่างประเทศสัญชาติอาเซียนที่มีแนวโน้มเดินทางท่องเที่ยวประเทศไทยเพิ่มสูงขึ้น รวมถึงอาจให้ความสำคัญกับการเพิ่มรายได้จากตลาดภายในประเทศ

แม้ว่าการแข่งขันของผู้ประกอบการธุรกิจโรงแรมจะมีแนวโน้มรุนแรงมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในแหล่งท่องเที่ยวหลักและพื้นที่ศูนย์กลางทางธุรกิจ แต่จากการที่ภาครัฐส่งเสริมให้ปี 2558 เป็นปีแห่งการท่องเที่ยววิถีไทย ที่จะมีการสนับสนุนให้เกิดการกระจายการท่องเที่ยวไปยังจังหวัดที่เป็นหัวเมืองรองมากขึ้น ได้แก่ ลำปาง เพชรบูรณ์ เลย บุรีรัมย์ ตราด จันทบุรี ชุมพร ตรัง สมุทรสงคราม และราชบุรี ที่นักท่องเที่ยวจะมีการกระจายการท่องเที่ยวจากแหล่งท่องเที่ยวหลักและพื้นที่ศูนย์กลางทางธุรกิจ มาสู่จังหวัดที่เป็นหัวเมืองรองมากขึ้น ถือได้ว่าเป็นโอกาสทางธุรกิจที่สำคัญของผู้ประกอบการธุรกิจโรงแรมในพื้นที่ดังกล่าวที่จะให้บริการรองรับนักท่องเที่ยวทั้งคนไทยและต่างชาติ

AEC กับธุรกิจโรงแรมไทย โอกาสที่มาพร้อมการรับมือ


จำนวนประชากรจำนวนเกือบ 600 ล้านคนที่สามารถไปมาหาสู่กันได้สะดวกขึ้นในปี 2558 นี่เอง ย่อมจะทำให้ธุรกิจการท่องเที่ยวจะเติบโตได้อีกมาก และบรรดาธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องก็จะขยายตัวตามไปด้วย รวมทั้งธุรกิจโรงแรมก็เป็นอีกหนึ่งธุรกิจที่โอกาสเติบโตสูง แต่ก็ย่อมจะมีการแข่งขันที่เพิ่มขึ้นด้วยเช่นกันเพราะทิศทางของธุรกิจโรงแรมเพื่อรองรับนักท่องเที่ยว ถูกวิเคราะห์และคาดการณ์ในทิศทางเดียวกันว่าจะต้องได้รับผลดีจากการรวมตัวเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน

ประเทศไทยนั้นมีทรัพยากรทางด้านการท่องเที่ยวที่สมบูรณ์และหลากหลาย อีกทั้งยังมีภูมิศาสตร์ทางด้านการท่องเที่ยวที่ได้เปรียบกว่าประเทศอื่นๆ จึงทำให้ประเทศวางตัวเป็นศูนย์กลางทางด้านท่องเที่ยวของภูมิภาค และคาดการณ์กันไว้ว่าจะมีนักท่องเที่ยวจากอาเซียนและภูมิภาคอื่นๆ เดินทางเข้ามาท่องเที่ยวในภูมิภาคผ่านทางประเทศไทยเป็นจำนวนมาก เพราะมองแค่เฉพาะด้านการเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวที่ง่ายขึ้น สะดวกขึ้นของพลเมืองประเทศต่างๆ ใน AEC จะยิ่งพบว่าในบรรดา 10 ประเทศสมาชิกของอาเซียนนั้น ไม่มีประเทศไหนที่จะเป็นสวรรค์ของนักท่องเที่ยวได้ดีเท่าประเทศไทย ทั้งนี้เพราะปัจจัยแวดล้อมต่างๆ เอื้ออำนวยแก่การท่องเที่ยวมากกว่าประเทศอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นด้านภูมิศาสตร์ของประเทศไทย ที่ตั้งอยู่ในทำเลที่เหมาะสม ถ้าวิเคราะห์เส้นทางการบินของสายการบินต่างๆ จะพบว่าประเทศไทยเป็น Gateway เข้าสู่ AEC และกระจายไปสู่ประเทศต่างๆได้เป็นอย่างดีและอยู่ในพิสัยการบินที่มีความเหมาะสม อีกทั้งยังสามารถเข้าถึงทางทะเล และทางบกได้อย่างสะดวกอีกด้วย

ขณะที่ภูมิอากาศของไทยก็ได้เปรียบ เพราะมีภูมิอากาศที่ท่องเที่ยวได้ทั้งปี เหมาะสำหรับการท่องเที่ยวพักผ่อนตากอากาศตามสถานที่ต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งมีชายหาดที่สวยงาม แม้ว่าจะมีมรสุมเข้ามาในประเทศไทยบ้าง แต่ถ้าเปรียบเทียบกับประเทศอื่นๆ ใน AEC แล้ว ประเทศไทยถือว่าเป็นประเทศที่จะได้รับผลกระทบน้อยที่สุด บางประเทศมีชายหาดที่สวยงาม แต่ในฤดูหนาวก็มีอากาศที่หนาวจัดไม่เหมาะแก่การพักผ่อนตากอากาศ หรืออาบแดด ในแง่ของการนับถือศาสนา ประเทศไทยมีพลเมืองที่นับถือศาสนาต่างๆ ที่หลากหลายก็จริง แต่ก็ไม่มีข้อจำกัดทางด้านศาสนาที่ส่งผลต่อการท่องเที่ยวเหมือนประเทศอื่นๆ ขณะที่บางประเทศใน AEC แม้จะมีทรัพยากรทางด้านการท่องเที่ยวที่อุดมสมบูรณ์ แต่ด้วยข้อจำกัดทางศาสนาก็ไม่เอื้อต่อนักท่องเที่ยวบางกลุ่ม บางประเภท

ในส่วนของวัฒนธรรม คนไทยมีวัฒนธรรมที่เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ มีอัธยาศัยไมตรีที่ดี ต้อนรับขับสู้ผู้มาเยือน และมีวัฒนธรรมท้องถิ่นที่น่าสนใจอยู่หลากหลาย มีทรัพยากรวัฒนธรรมที่มีความสวยงาม มีแหล่งโบราณคดี โบราณสถานต่างๆ มีวัฒนธรรมประเพณีที่เป็นเอกลักษณ์ของแต่ละท้องถิ่น มีแหล่งท่องเที่ยวและกิจกรรมทางด้านการท่องเที่ยวที่ถูกสร้างขึ้นมากมาย

สำหรับค่าใช้จ่าย ถ้าเปรียบเทียบด้านต้นทุนค่าใช้จ่ายในการเดินทางท่องเที่ยวแล้ว การมาท่องเที่ยวประเทศไทยถือว่ามีต้นทุนที่ต่ำ และมีความคุ้มค่าเมื่อเปรียบเทียบกับการบริการที่ได้รับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่พักในประเทศไทยที่มีคุณภาพดี ได้มาตรฐาน จะมีอัตราค่าห้องพักที่ต่ำกว่าประเทศอื่นๆ ใน AEC อยู่เป็นอย่างมาก แน่นอนว่าธุรกิจด้านการโรงแรมของไทย ย่อมหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องได้รับผลกระทบในแง่ของการแข่งขันที่เพิ่มขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นหลังการเข้าสู่ AEC อย่างแน่นอน จุดนี้เองที่ธุรกิจโรงแรมของไทยจำเป็นที่จะต้องมีการเตรียมตัวให้พร้อมเมื่อเกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องที่จะมีกลุ่มทุนจากต่างชาติทั้งในและนอก AEC เข้ามาลุงทุนในธุรกิจโรงแรม รีสอร์ท และธุรกิจอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมท่องเที่ยวในประเทศไทยมากขึ้น.

กลยุทธ์ทางการตลาดในการประกอบธุรกิจอพาร์ทเมนต์ให้เช่า


ที่พักอาศัยเป็นหนึ่งในปัจจัยสี่ที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตของมนุษย์จากสภาพเศรษฐกิจและสังคมในปัจจุบัน ประชากรมีการเคลื่อนย้ายที่อยู่อาศัยด้วยเหตุผลต่างๆ เช่น เพื่อศึกษาต่อของผู้ที่มีภูมิลำเนาอยู่ต่างจังหวัด เพื่อความสะดวกสบายและประหยัดเวลาในการเดินทางไปที่ทำงานหรือสถานศึกษา เป็นต้น ปัจจัยเหล่านี้เป็นสาเหตุให้ธุรกิจที่พักอาศัยให้เช่าเกิดขึ้นอย่างมากมายทั่วประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในจังหวัดที่เป็นจุดศูนย์รวมของแหล่งงาน เขตอุตสาหกรรม และสถานศึกษา เช่น กรุงเทพมหานครและปริมณฑล ไปจนถึงจังหวัดใหญ่ๆ

ประเภทที่อยู่อาศัยให้เช่า
ที่อยู่อาศัยให้เช่าสามารถแบ่งได้เป็น 5 ประเภท ซึ่งแต่ละประเภทมีความแตกต่างกัน ดังนี้
-หอพัก มีลักษณะเป็นอาคารพาณิชย์ หรือเป็นอาคารก่อสร้างที่มีจำนวนชั้นไม่เกิน 4 ชั้น แบ่งเป็นห้องเล็กๆ และจัดเป็นสัดส่วน ตามปกติผู้เช่าต้องใช้ห้องน้ำร่วมกัน ที่อยู่อาศัยแบบนี้จะตั้งอยู่ใกล้กับสถานศึกษา แหล่งชุมชน และเขตอุตสาหกรรม เป็นต้น
- บ้านเช่า ผู้ให้เช่าอาจใช้บ้านเดี่ยวหรือทาวน์เฮ้าส์ มากั้นบ้านแบ่งเป็นห้องๆ โดยคิดอัตราค่าเช่าตามขนาดห้องที่กั้นไว้  ซึ่งผู้เช่าสามารถใช้ห้องครัว ห้องนั่งเล่น และห้องน้ำร่วมกับผู้ให้เช่า แต่ในบางกรณีผู้ให้เช่าอาจเสนอให้ผู้เช่าเช่าบ้านทั้งหลัง  โดยคิดอัตราค่าเช่าตามขนาดของบ้าน และทำเลที่ตั้งนั้นๆ
- แฟลต เป็นอาคารที่พักที่มีขนาดห้องเท่าๆ กัน หน่วยงานรัฐสร้างขึ้นเพื่อเป็นสวัสดิการแก่หน้าที่ของหน่วยงาน  โดยผู้เช่าจะเสียค่าเช่าในอัตราที่ต่ำกว่าที่อยู่อาศัยให้เช่าแบบอื่นๆ แต่สำหรับแฟลตการเคหะแห่งชาตินั้น  เป็นอาคารอาศัยที่การเคหะสร้างขึ้นเพื่อเปิดโอกาสให้ข้าราชการและบุคคลที่มีรายได้น้อยได้เช่าซื้อ และครอบครองกรรมสิทธิ์โดยสมบูรณ์ภายหลังการชำระเงินตามเงื่อนไขอย่างครบถ้วน
- อาคารชุดหรือคอนโดมิเนียม เป็นอาคารสูงที่ถูกสร้างขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อขายให้แก่กลุ่มเป้าหมายที่มีฐานะ ซึ่งอาจซื้อเพื่อการอยู่อาศัยเอง หรือขายต่อเพื่อผลประโยชน์ด้านธุรกิจ หรือเสนอให้เช่าต่ออีกทอดหนึ่ง
- อพาร์ทเมนต์ เป็นอาคารที่อยู่อาศัยซึ่งมีความสูงตั้งแต่ 4 ชั้นขึ้นไป มีหลายห้องในอาคารเดียวกัน ไม่มีการจำหน่ายห้องเหมือนแฟลตหรือคอนโดมิเนียม เพราะการสร้างอพาร์ทเมนต์มีวัตถุประสงค์เพื่อประกอบกิจการให้เช่าโดยเฉพาะ

กลุ่มลูกค้าเป้าหมาย
ลูกค้าเป้าหมายของธุรกิจอพาร์ทเมนต์ให้เช่าแบ่งออกเป็น 3 กลุ่มใหญ่ๆ ตามระดับรายได้ ได้แก่
1.กลุ่มลูกค้าที่มีระดับรายได้สูง คือ มีระดับรายได้เฉลี่ยเดือนละตั้งแต่ 40,000 บาท ขึ้นไป ลูกค้ากลุ่มนี้มีทั้งผู้ที่มีภูมิลำเนาในต่างจังหวัดและผู้ที่มีบ้านพักอาศัยอยู่ไกลจากสถานที่ทำงาน กลุ่มลูกค้าที่มีระดับรายได้สูง เช่น
– เจ้าหน้าที่บริหารระดับกลางถึงระดับสูงของบริษัทเอกชน
– เจ้าหน้าที่สายการบินต่างๆ
– พนักงานเอกชนที่มีรายได้สูง
– ชาวต่างชาติที่เข้ามาทำงานในประเทศไทย เป็นต้น
2.กลุ่มลูกค้าที่มีระดับรายได้ปานกลาง คือ มีรายได้เฉลี่ยต่อเดือนตั้งแต่ 20,000 บาทขึ้นไป ลูกค้ากลุ่มนี้โดยส่วนใหญ่มีภูมิลำเนาอยู่ในต่างจังหวัดหรือมีบ้านพักอาศัยอยู่ไกลจากที่ทำงานหรือสถานศึกษา ลูกค้าส่วนใหญ่จึงเลือกอพาร์ทเมนต์ให้เช่าที่เดินทางไปสถานศึกษาและที่ทำงานได้สะดวก มีสิ่งอำนวยความสะดวกในห้องพักอย่างครบครัน และมีระบบรักษาความปลอดภัยที่ดี กลุ่มลูกค้าที่มีระดับรายได้ปานกลาง เช่น
– พนักงานบริษัทเอกชน
– นักเรียนหรือนักศึกษามหาวิทยาลัยที่มีฐานะดี
– ผู้ที่ประกอบอาชีพอิสระ เช่น นักแสดง นักร้อง เป็นต้น
3.กลุ่มลูกค้าที่มีระดับรายได้น้อย คือ มีรายได้เฉลี่ยต่อเดือนตั้งแต่ 5,000-10,000 บาทขึ้นไป กลุ่มลูกค้าที่มีรายได้น้อย โดยส่วนใหญ่มีภูมิลำเนาอยู่ต่างจังหวัด แต่เข้าประกอบอาชีพหรือศึกษาต่อในเขตเมืองใหญ่ ลูกค้าจึงเลือกห้องพักที่มีราคาถูก สะดวกต่อการเดินทางไปสถานศึกษาและที่ทำงาน ทำเลตั้งอยู่ในย่านชุมชน เช่น ตลาดสด ห้างสรรพสินค้า เป็นต้น และมีระบบรักษาความปลอดภัยดีพอสมควร กลุ่มลูกค้าที่มีรายได้น้อย เช่น
– นักเรียน นักศึกษา
– พนักงานโรงงาน พนักงานบริษัทในย่านชานเมือง
– พนักงานบริการอาหารในโรงแรม ร้านอาหาร ภัตตาคาร แม่ค้าในตลาดสด
– ประชาชนทั่วไปที่มีภูมิลำเนาในต่างจังหวัด

 

ธุรกิจโรงแรมพร้อมรับ AEC ประชาคมอาเซียน โอกาสทางธุรกิจอย่างมหาศาล

การเปิดเสรีในส่วนของธุรกิจโรงแรมระหว่างประเทศสมาชิกอาเซียน มีประเด็นสำคัญในเรื่องของสัดส่วนการถือหุ้นของชาวต่างชาติ ที่ยังมิได้เป็นไปตามเป้าหมายที่กำหนด คือ ประเทศสมาชิกอาเซียนเปิดให้เพิ่มสัดส่วนการถือหุ้นของนักลงทุนอาเซียนเป็น ร้อยละ 70 ในปี 2558 ในสาขาธุรกิจท่องเที่ยวและบริการที่เกี่ยวเนื่อง โดยปัจจุบัน ประเทศสมาชิกตกลงในเรื่องสัดส่วนการถือหุ้นของนักลงทุนต่างชาติ ดังนี้ ประเทศมาเลเซียอนุญาตให้ชาวต่างชาติร่วมทุนกับนักธุรกิจมาเลเซียและถือหุ้น ได้ไม่เกินร้อยละ 51 (เฉพาะโรงแรม ระดับ 4-5 ดาว) ส่วนประเทศสิงคโปร์ไม่มีข้อจำกัดใดๆ สำหรับการลงทุนของชาวต่างชาติในธุรกิจโรงแรม ขณะที่ประเทศไทยเองก็กำหนดสัดส่วนการถือหุ้นของชาวต่างชาติให้ถือได้ไม่เกิน ร้อยละ 49

ปัจจุบันนักลงทุนไทยสามารถเข้าไปตั้งธุรกิจท่องเที่ยวและบริการโดยเป็น เจ้าของ 100% หรือเป็นพันธมิตรทางธุรกิจในประเทศเวียดนามได้ แต่มี เงื่อนไขว่านักลงทุนต้องดำเนินการสร้าง ปรับปรุง ฟื้นฟู แล้วจึงจะได้กรรมสิทธิ์หลังจากนั้น อย่างไรก็ตาม ภาครัฐของแต่ละประเทศก็มีแผนงานดำเนินการเพื่อผลักดันให้นักลงทุนต่างชาติ สามารถถือหุ้นได้สูงถึงร้อยละ 70 ตามเป้าหมายของประเทศอาเซียนในการเปิดเสรีการบริการด้านท่องเที่ยว การเปิดเสรีด้านการค้าการบริการและการลงทุนระหว่างกันของ 10 ประเทศสมาชิกอาเซียน ตามกรอบประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือ AEC จะส่งผลให้ตลาดประชากรมีจำนวนรวมกันถึงเกือบ600 ล้านคน ในทางการตลาดย่อมจะก่อให้เกิดโอกาสทางธุรกิจอย่างมหาศาล

ปัจจุบันธุรกิจโรงแรมในประเทศไทยมีการใช้เชนต่างชาติเข้ามาบริหารจัดการในปริมาณมากพอสมควร ซึ่งสาเหตุหลักน่าจะมาจากการที่ เชนต่างประเทศมีชื่อเสียงและการบริการที่ เป็นสากล ประกอบกับการมีฐานข้อมูลลูกค้าที่มากกว่า ทำให้สามารถเข้าถึงความต้องการของลูกค้าได้ตรงจุด ส่งผลให้เป็นที่ยอมรับของลูกค้า และได้รับความไว้วางใจที่จะใช้บริการ

การเปิด AEC  อย่างสมบูรณ์ เชื่อว่าต้องมีเชนต่างประเทศและเชนไทยมาลงสนามแข่งขันการรับบริหารโรงแรมอีกมาก เห็นได้จากเมื่อเร็วๆ นี้ ที่เชนฮิลตัน เวิลด์ไวด์ มาร่วมลงทุนกับบริษัทแมกโนเลีย ไฟน์เนสท์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด เปิดตัวโรงแรมวอลดอร์ฟ แอสโทเรีย ซึ่งถือเป็นโรงแรมที่หรูหราที่สุดในเครือ โรงแรมฮิลตัน และถือเป็นแห่งแรกในอาเซียน โดยคาดว่าจะเปิดให้บริการได้ภายในปี พ.ศ. 2558 เพื่อรองรับการเปิดAEC  โดยให้น้ำหนักกับตลาดท่องเที่ยวมากกว่าตลาดประชุมสัมมนาสอดคล้องกับสภาอุตสาหกรรม ท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ที่คาดการณ์ว่าภายหลังการเปิด AEC ประเทศไทยน่าจะสร้างรายได้จากภาคการท่องเที่ยวเพิ่มเป็น กว่า 2 ล้านล้านบาท จากปัจจุบันที่สร้าง รายได้ให้แก่ประเทศประมาณ 1 ล้านล้านบาท

ธุรกิจโรงแรมมีความสำคัญเป็นอย่างยิ่งต่ออุตสาหกรรมท่องเที่ยว


ธุรกิจโรงแรม ก็เป็นหนึ่งในองค์ประกอบที่อยู่ในอุตสาหกรรมท่องเที่ยว และมีความสำคัญเป็นอย่างยิ่งต่ออุตสาหกรรมท่องเที่ยว เพราะนักท่องเที่ยวที่เข้ามาในประเทศไทย คงไม่ได้อยู่กันแค่วันเดียว ยังไงก็ต้องอยู่หลายวัน และมีการค้างคืนอย่างแน่นอน เพราะฉะนั้น นี่เป็นโอกาสทางธุรกิจที่ยิ่งใหญ่ และเปิดกว้างสำหรับผู้ที่มีเงินทุน และยังคงมองหาว่าจะเริ่มต้นทำธุรกิจอะไรดี หนึ่งในคำตอบที่ดีที่สุดคงจะเป็นธุรกิจโรงแรมอย่างแน่นอน

รูปแบบของธุรกิจโรงแรม
ธุรกิจโรงแรมสามารถแบ่งได้ 4 ประเภทใหญ่ๆ ดังนี้
1. Bed & Breakfast รูปแบบของโรงแรมแบบ Bed & Breakfast คือ รูปแบบที่เจ้าของบ้าน แบ่งให้แขกมาพักที่ห้องนอนห้องหนึ่ง ที่ถูกจัดเตรียมไว้ และมีบริการอาหารเช้า ซึ่งเป็นรูปแบบที่นิยมมากในแถบยุโรป แต่สำหรับในเมืองไทย อาจจะยังไม่เป็นที่นิยมเท่าที่ควร หรืออาจจะเห็นได้ค่อนข้างน้อย แขกจะได้รับความสะดวกสบายเหมือนอยู่ที่บ้าน และความเป็นกันเองในแง่ของการบริการของเจ้าของบ้านด้วย
2. Hostel เป็นอีกรูปแบบหนึ่งที่เห็นได้ค่อนข้างน้อยในเมืองไทย แต่ในยุโรปก็เป็นที่นิยมมาก เช่นเดียวกัน Hostel เป็นโรงแรมที่น่าจะมีค่าบริการถูกที่สุดในทุกรูปแบบ เพราะมีทั้งห้องที่พักรวมกัน 8 คน หรือ 16 คน บางที่อาจจะมีการแยก ชาย หญิง เพื่อเป็นสัดส่วนและอีกสิ่งหนึ่งที่ Hostel ขาดไม่ได้ ก็คือ ห้องครัว สำหรับแขกที่มาพัก และมีการจัดเตรียมขนมปัง ชา กาแฟ เพื่อบริการเป็นอาหารเช้าแก่แขก นอกจากนี้ Hostel ยังเป็นที่ๆ แขกส่วนใหญ่สามารถนั่งสนทนาแลกเปลี่ยนกันได้ในห้องครัว ซึ่งเป็นบรรยากาศที่แตกต่างจากโรงแรมทั่วไป
3. โรงแรมธรรมดาอย่างง่ายๆ โรงแรมแบบนี้ เป็นรูปแบบที่พบเจอได้มากที่สุดในเมืองไทย เนื่องจากง่ายแก่การบริหารจัดการ และใช้ต้นทุนที่ต่ำ โรงแรมรูปแบบนี้ จะเป็นที่พักเพียงอย่างเดียว ไม่มีบริการอื่นเพิ่มเติม เช่น ห้องอาหาร สระว่ายน้ำ หรือสิ่งอำนวยความสะดวกอื่นๆ ห้องพักก็จะตกแต่งอย่างง่ายๆ โรงแรมประเภทนี้ เหมาะสำหรับการเดินทางแบบใช้งบประมาณต่ำ ราคาถูก และสะดวก
4. โรงแรมเต็มรูปแบบ โรงแรมรูปแบบสุดท้ายนี้ เป็นโรงแรมที่มีบริการอย่างเต็มรูปแบบ ซึ่งความหลากหลายของบริการก็อาจจะขึ้นอยู่กับขนาด และชื่อเสียงของโรงแรม มีตั้งแต่โรงแรมอย่างง่ายๆ แต่มีห้องอาหารเพิ่มขึ้นมา ไปจนถึงโรงแรมที่มีบริการครบจริงๆ เช่น มีรถไปรับถึงสนามบิน มีบริการจ้างรถ Taxi เป็นต้น

อีกสิ่งหนึ่งที่ขาดไม่ได้สำหรับธุรกิจโรงแรม คือ การสื่อสารกับชาวต่างชาติ พนักงานของคุณควรที่จะสื่อสารภาษาอังกฤษได้เป็นอย่างดี เพื่อที่จะพูดคุยและตอบสนองความต้องการของแขกชาวต่างชาติที่เข้าพัก ซึ่งเป็นลูกค้ากลุ่มใหญ่ของธุรกิจโรงแรมเลยทีเดียว